รีวิวหนัง Start-Up สู่การตกผลึกธุรกิจสิวซีเคร็ต + คำแนะนำสำหรับผู้ที่อยากมีธุรกิจของตัวเอง (จากประสบการณ์เจ็บจริง)

ภาพจาก https://brandinside.asia/podcast/start-up-korea-series/

จากตอนที่แล้วที่บีมเขียนเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของการทำงาน “สิวซีเคร็ต” บีมคิดว่าจะเขียนไล่ลำดับตอนมาให้และมาเขียนเรื่องนี้ท้ายสุดตอนตกผลึกแบบสุด ๆ แล้วเกี่ยวกับชีวิตการทำงานของตัวเอง แต่เพราะบีมกำลังจะดูจบรอบสองแล้ว เดี๋ยวมันจะลืมความรู้สึกและสิ่งที่ได้รับตั้งแต่ครั้งแรกสุดที่ดูก่อนปีใหม่ไปเสียก่อน บีมขอข้ามช็อตมาเขียนเรื่องนี้ก่อน และจะเขียนย้อนหลังเส้นทางตามที่ตั้งใจไว้ให้ทุกคนเพื่อให้เห็นรายละเอียดแต่ละขั้นตอนของการเดินทางชัดเจนขึ้นด้วยนะคะ

Start-Up เป็นซีรี่ย์เกาหลีเรื่องแรกที่บีมดูในชีวิต (ขนาด Full House ซี่รี่ย์ยุคแรก ๆ ดังมาก บีมยังไม่ดูเลยค่ะ) ดูแบบดูจริงจัง ดูจบทุกตอน และดูรอบสองจะจบแล้ว ซึ่งปกติบีมเป็นคนไม่ดูซี่รี่ย์เกาหลีเลย ส่วนหนังหรือภาพยนตร์คือน้อยมาก ถ้าดูก็จะดูเป็นเรื่อง ๆ ไป มากสุดคือมหากาพย์ไม่เกิน 3 ชั่วโมง หรือ 4 ชั่วโมง เพราะเป็นคนไม่ชอบดูอะไรนาน ๆ ชอบอ่านมากกว่าค่ะ

และปกติก็ไม่ใช่คนจะมารีวิวหนังหรือซีรี่ย์อะไรเลย เพราะรู้สึกว่าไม่ใช่ความถนัดและไม่ใช่สายรีวิวหนัง แต่การดู Start-Up ครั้งนี้มีความหมายกับชีวิตบีมมาก ๆ ทำให้บีมตกผลึกและเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองอีกหลายอย่างเหมือนเห็นตัวเองไปด้วย ซึ่งทำให้บีมตัดสินใจเกี่ยวกับงานได้หลายอย่างหลังจากที่ลังเลสงสัยอะไรในตัวเองมานาน ซึ่งทำให้บีมมีความชัดเจนต่อตัวเองและทิศทางที่จะเลือกเดินไปในอนาคตตั้งแต่ก่อนสิ้นปี

ดังนั้น บีมขอเขียนในสไตล์ของบีมซึ่งถือว่าเป็นมือสมัครเล่นในการรีวิวหนังก็แล้วกันนะคะ เพื่อให้ได้เขียนอะไรที่บีมได้จริง ๆ แบบตรงไปตรงมา ซึ่งน่าจะอ่านสนุกกว่าเขียนตามรูปแบบ (บีมอาจจะคิดไปเอง แต่ก็ฟีดแบ็คกันได้ค่ะ) และอีกส่วนหนึ่งก็จะเป็นสิ่งที่บีมได้เรียนรู้ ตกผลึก และการนำมาใช้ในชีวิตการทำงานจริงของบีมค่ะ

และเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนของการทำธุรกิจของบีม บีมแนะนำให้ดูรูปภาพในเพจนี้นะคะ (คลิกลิงค์ได้เลยค่ะ) https://www.facebook.com/maclearshop/photos/?ref=page_internal&tab=album ชื่อแบรนด์ MaClear เมื่อหลายปีก่อนตอนรุ่งขีดสุดค่ะ 🙂 ตอนนั้นมีทั้งหน้าร้าน 3 ที่ ตัวแทนทั่วประเทศ หนังสือขายทั่วประเทศ ออกหลายรายการ ทุกอย่างที่คนวัย 20s ฝันจะมีก่อน 30 ปี บีมมีมาแล้วทั้งหมดค่ะ และบีมก็ทำทุกความฝันที่เคยฝันไว้เป็นจริงได้ทั้งหมด (ยกเว้นไปเที่ยวต่างประเทศไกล ๆ ซึ่งตอนนั้นติดหลายอย่างที่ไม่ใช่เรื่องเงิน)

เหตุผลของการดูซี่รี่ย์ครั้งนี้

ช่วงเดือน ธ.ค. 2564 เป็นช่วงที่บีมกำลังปรับทิศทางการทำงานใหม่ คือ บีมรู้สึกว่าบีมชอบงานด้านการสื่อสารมากกว่าดูแลธุรกิจหรือกิจการ บีมเลยลองเปิดโอกาสให้ตัวเองได้หาอะไรใหม่ ๆ ทำบ้าง และลองไปดูไอเดียและเทรนใหม่ ๆ ดูบ้าง

และรู้สึกว่าช่วงอยู่ในห้องน้ำ บีมไม่อยากดูอะไรซีเรียส ๆ เพราะมันจะส่งผลต่อระบบขับถ่ายนะคะ 🙂 บีมเลยจะหาอะไรฮา ๆ ดู อันเดิม ๆ ก็ดูไปหมดแล้ว ซึ่งพอดีว่าทีมงานบีมคนนึงเขาชอบซีรี่ย์เกาหลี เขาบอกว่ามันตลกดี และบีมก็เห็นเขาอารมณ์ดีตลอด เลยไปหารีวิวหนังเกาหลีว่าเรื่องไหนฮา และพอดีเห็นใน TikTok ด้วย เป็นตัวอย่างหนัง บีมว่ามันก็ฮาดีค่ะ และบีมจะได้เรียนรู้เรื่อง Story Telling เค้าโครงการเล่าเรื่องแบบหนังเกาหลีไปในตัวด้วย และเผื่อจะได้แต่งหน้าทำผมเทรนนี้บ้าง (คือได้งานด้วย สนุกด้วย อันนี้ชอบ เปลี่ยนแนวบ้าง)

มันก็เป็นดินแดนใหม่ ๆ ที่น่าสนใจสำหรับบีมตอนนี้ (ซึ่งคนอื่นเขาสนใจกันนานแล้ว :)) คือ ไม่ใช่ว่าบีมไม่สนใจโลกนะคะ แต่บีมไม่ชอบเข้าไปตอนมีกระแสหรือเทรน เพราะเราก็จะเห็นแต่ข้อดีของมัน บีมชอบรอให้มันซา ๆ ก่อน แล้วค่อยเข้าไปดู เราจะเห็นตัวคุณค่าแท้ที่ไม่ใช่การสร้างกระแสค่ะ บีมชอบแบบนั้นมากกว่า ข้อดีคือ เราจะเห็นคุณค่าแท้ของสิ่งนั้นจริง ๆ โดยไม่ถูกกระตุ้นให้เกิดความอยากเกินจริงไปมากด้วยแพลนโปรโมต ข้อเสียคือ ตกเทรน ซึ่งทำให้ทำมาหากินกับเทรนนั้นไม่ได้ละ 55 แต่ก็นั่นล่ะค่ะ นี่ก็คือบีม กำลังหาจุดกลางของสิ่งนี้อยู่ 🙂 จะได้ไม่ตกเทรนและเห็นคุณค่าแท้ไปในตัว ซึ่งเรื่อง Start-Up นี้เขาอินเทรนกันตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งตอนนี้ก็ยังเป็นหนังที่ติดอันดับที่คนดูเยอะอยู่ คนคงอยากทำธุรกิจกันเยอะจริง ๆ

จากที่รีวิว ก็จะเห็นว่าต้องดูใน NetFlix ก็จัดเลยค่ะ ไม่รอช้า พอเข้าไปแล้วก็ละลานตามาก เด็กหญิงบีมในดงซีรี่ย์และภาพยนตร์ ไม่รู้จะเริ่มอันไหนก่อนเลย แต่ก็มาสะดุดตากับ Start-Up ก่อนเลย ก็เลยเริ่มดูเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกเลย และถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้ดูเรื่องอื่นเลยค่ะ แต่ดูเรื่องนี้รอบสองแล้ว! (ใช้ NetFlix ได้คุ้มจริงๆ)

และนั่นก็คือที่มาของการได้ดู Start-Up เหตุผลหลัก ๆ คือ เพื่อผ่อนคลาย และ เพื่อเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ นั่นเอง

ภาพรวม

ด้วยความที่เป็นซีรี่ย์เรื่องแรกในชีวิตที่ได้ดูจริงจังและดูจนจบ บีมคงไม่สามารถจะเปรียบเทียบกับมาตรฐานของอุตสากรรมหนังเกาหลีได้แน่นอน แต่ด้วยความที่เคยดู Full House แบบแว่บ ๆ และหนังเกาหลีที่จบเป็นเรื่อง ๆ บางเรื่องสมัยเรียนมหาวิทยาลัย บีมรู้สึกว่าเป็นซี่รี่ย์ที่มีสาระในสิ่งที่เราต้องการพอดี คือ เรื่องการทำธุรกิจของตัวเอง ที่ส่วนที่บีมทำก็ถือได้ว่าเป็น Start-Up แม้จะไม่ใช่วงการ IT แต่ก็จัดเป็นโซลูชั่นใหม่ ๆ ของการแก้ปัญหาสิวชนิดที่รักษายังไงก็ไม่หายเสียทีให้คนทั่วไปสามารถรักษาเองได้ที่บ้าน บีมรู้สึกได้ว่ายิ่งดู ยิ่งรู้สึกเชื่อมโยงกับทุกตัวละคร ทุกตอน (ยกเว้น 3 ตอนท้าย ที่รู้สึกจะไม่ค่อยอินเท่าไหร่แล้ว) และภาพของตัวเองในวันเก่า ๆ เกี่ยวกับเรื่องงานและธุรกิจก็ฉายซ้ำกลับมาให้บีมได้รู้สึกและเห็นตัวเองชัดเจนมาก และก็เหมือนได้ระลึกและฟื้นฟูความรู้สึกในวันเก่า ๆ ที่ยังมีพลังมาก ๆ ในตอนเริ่มต้นทำงานอิสระและธุรกิจออกมาได้เยอะมาก ๆ สามารถดูต่อกันได้ 3 ตอนแบบไม่วางเลย (จัดว่ายาวนานมากสำหรับบีม) คืออินมากจริง ๆ ทุกอย่างกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน ฉากรักไม่เยอะ แต่ก็น่ารักกุ๊บกิ๊บพอให้ยิ้มอยู่คนเดียวตอนดูได้ 🙂

การผูกเรื่องราว

สำหรับคนชอบเขียนมาตลอดทั้งชีวิตแบบบีม การวางโครงสร้างของเรื่องราวเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ บีมต้องยกนิ้วให้เรื่องนี้เลยว่า เขาเชื่อมต่อจุดแต่ละจุดได้ละเอียดมาก ๆ ทึ่งในความละเอียดของการต่อจุด การพลิกจุดชีวิต การสร้างเหตุและผลของเรื่องราวที่ปะติดปะต่อได้ดีมาก จะมีแค่บางจุดเล็ก ๆ ที่บีมเห็นว่า ไม่ค่อยสมจริง แต่ก็เล็กน้อยมาก ๆ ถือว่าภาพใหญ่ 98% สมจริงและมีความเป็นเอกภาพของเนื้อหามาก ๆ แม้ตัวละครจะมีหลายตัว เขาไม่โฟกัสแค่พระเอกนางเอก แต่ทุกตัวละครมีความสัมพันธ์กันทั้งหมด เป็นเหตุเป็นผลของกันและกัน

คือเก่งมากค่ะ ยกนิ้วให้เลยสำหรับผู้เขียนเรื่องและบท ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจใหม่ให้บีมเลย บีมอยากเขียนเรื่องราวที่บีมอยากถ่ายทอดให้ได้แบบนี้บ้าง ซึ่งบีมมีเรื่องที่อยากจะเขียนอยู่แล้ว บีมว่ามันน่าสนใจ ซึ่งเคยมีพี่ชายในวงการเขียนแนะนำว่า แทนที่จะเขียนเล่าเฉย ๆ ให้บีมเอามาแต่งเป็นนิยายหรือนวนิยายดู เรื่องราวมันจะน่าสนใจมากขึ้น บีมก็เห็นด้วย แต่ตัวเองไม่ถนัดเลย เคยลองแล้ว พยายามแล้ว แต่บีมว่ามันยากและไม่สนุกเลย และเป็นคนไม่อ่านนิยายไทยด้วย บีมไม่ได้บอกว่าไม่ดีนะคะ แต่เนื้อหาของนิยายไทยมันอาจจะไม่ตรงกับสิ่งที่บีมชอบและมองหา แต่พอมาเจอซีรี่ย์นี้ บีมรู้สึกอยากเรียนรู้เพิ่มเติมเลย เพราะจะเอามาปรับใช้ในการเขียนของตัวเองให้ออกมาเป็นเรื่องราวได้แบบนี้บ้างค่ะ แต่ก็คงต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และฝึกฝนอีกมากอยู่

ตัวละคร

บีมไม่รู้จักใครเลยค่ะ ไม่เป็นติ่งใครเลยสักคน แต่บีมรู้สึก “อิน” ไปกับ “ตัวละคร” และ “บทบาทของเขา” ได้เลย คือ แสดงได้ดีมาก ๆ บีมรู้สึกว่าเขาวางคนกับบทได้ดีมาก และนักแสดงก็เก่งมากจริง ๆ

เพลงประกอบและการจัดฉาก

แม้จะไม่เข้าใจภาษา แต่การเลือกใช้เพลงและทำนองนั้นดีมาก คือ เราฟังแล้วอินไปด้วยมากมาย และฉากแต่ละฉาก เวลาที่เขาถ่ายหรือจัด มันจะมีความหมายที่เราดูแล้ว ถ้าเป็นคนละเอียด เราจะรู้สึกได้เลยว่า โห…ละเอียดทุกจุดจริง ๆ

ความคุ้มค่ากับเวลาที่ใช้ในการดู

สำหรับบีม บีมว่าคุ้มมาก เพราะบีมได้ทั้งความรู้พื้นฐานด้านการทำธุรกิจ เพราะ นางเอกและพระเอก คือ ไม่มีพื้นฐานด้านนี้เลย คือใช้ใจทำอย่างเดียว (เห็นตัวเอง) ส่วนพระรอง คือ Mr.Han เป็น Mentor บีมก็ได้เรียนรู้จากเขาเยอะมาก (นี่คือสิ่งหลักที่บีมขาดไป) ได้เรียนรู้วิธีการผูกเรื่องราวที่ละเอียดอ่อนและเป็นเรื่องยาว ๆ มีหลายตอนอีกต่างหาก ซึ่งอยากทำได้แบบนี้บ้าง คือได้ทั้งความเข้าใจเรื่องธุรกิจ การรู้จักตัวเอง และการเขียน Story Telling และนวนิยาย (ที่มีแพลนว่าจะทำในสักวันหนึ่ง)

สรุปว่า…

บีมแนะนำให้คนที่ต้องการทำธุรกิจทุกคนได้ดูนะคะ มันอาจจะดูเหมือนเรื่องเสียเวลาที่ต้องมาดูหนังสักเรื่องและมีตั้ง 16 ตอน (ซึ่งบีมก็ไม่คิดว่าบีมจะดูจบ) แต่บีมจะบอกว่าในความจริง คุณก็ต้องเจอแบบนั้นเช่นกันค่ะ ให้คุณเห็นภาพรวมของชีวิตคนทำธุรกิจไปก่อน และดูว่าจะรับไหวไหม? ซึ่งในเรื่องนี้เขามีตัวแทนของทั้งสามกลุ่มเลย คือ

  1. คนที่เริ่มใหม่ ไม่เคยมีประสบการณ์เลย – นางเอก
  2. คนที่กำลังมีปัญหาหลังจากเริ่มดำเนินการมาแล้ว – พระเอกและเพื่อนเขา
  3. คนที่มีประสบการณ์สูงในงานบริหารและธุรกิจมาก่อนและสำเร็จ แต่มีเหตุให้ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด – พี่สาวของนางเอก

ส่วนตัวบีมเอง บีมอยู่ในกลุ่มที่ 1 + 2 ค่ะ บีมจึงอินกับทั้งพระเอกและนางเอกเป็นพิเศษ ส่วนความสำเร็จในธุรกิจที่เกิดขึ้นในอดีต บีมว่ามันมาจากการให้ด้วยใจที่ปรารถนาดีจริง ๆ + วิธีการของเราได้ผลจริง + สมัยนั้นยังไม่มีคนทำเรื่องสิวแนวธรรมชาติมาก + คนมองเห็นเนื้อหาของเราเยอะ (ไม่เหมือนสมัยนี้ที่ระบบออนไลน์มันเปลี่ยนไปเยอะมาก การปิดกั้นสูงขึ้นมาก) และมีโอกาสดีที่มีสำนักพิมพ์ Oh My God ได้มองเห็นคุณค่าของหนังสือสิวซีเคร็ตและได้นำไปวางจำหน่ายที่ร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ ทำให้สิวซีเคร็ตเป็นที่รู้จักมากในตอนนั้นค่ะ ส่วนการบริหารงาน บีมถือว่าทำได้ดีประมาณหนึ่งเท่าที่เราจะทำได้ แต่มีหลายจุดที่ทำให้เกิดความเสียหายภายหลังอย่างมหาศาล เดี๋ยวบีมจะเขียนรายละเอียดในสิ่งที่เรียนรู้ต่อไปด้านล่างนี้ คุณจะเข้าใจมากขึ้นค่ะ

สิ่งที่บีมได้เรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองและตกผลึกเรื่องงานเมื่อได้ดูซีรี่ย์ Start-Up (จนจบ)

ธุรกิจที่สำเร็จ เริ่มต้นที่ “หัวใจ” และ Why ที่ชัดเจน

ถ้าเหตุผล (Why) ของการทำธุรกิจ คือ การมอบสิ่งที่ดีให้กับใครสักคนที่เราห่วงใยอย่างแท้จริง มันคือพลังที่ยิ่งใหญ่ในการยืนหยัดให้ถึงแม้จะเจออุปสรรคมากแค่ไหนก็ตาม อย่างในเรื่องนี้ คือ การทำแอพ Noongil ซึ่งเป็นแอพเพื่อช่วยเหลือผู้พิการทางสายตาหรือบกพร่องในการมองเห็นให้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างราบรื่น เป็นเหมือนสายตาของสุนัขในการนำทางเจ้าของ ซึ่งพระเอกซึ่งเป็นวิศวกรระดับอัจฉริยะ แต่ไม่เคยคิดเรื่องเงินเลย ได้รู้ว่าคุณย่าของนางเอกกำลังจะตาบอดในเวลาอีกไม่นาน เขาก็พัฒนาแอพนี้ขึ้นมา ซึ่งพระรอง คือ Mr.Han ที่เป็น Mentor (พี่เลี้ยงทางธุรกิจ) บอกว่า แอพนี้จะไม่ทำให้พวกเขามีรายได้ เพราะผู้ใช้คือผู้พิการทางสายตา แต่ลูกค้าของพวกเขาคือเจ้าของธุรกิจที่มีความเห็นใจในกลุ่มผู้พิการทางสายตาและต้องการสนับสนุนพวกเขาให้พัฒนาแอพนี้ และในท้ายที่สุดเมื่อทั้งนางเอกและพระรองได้รู้เรื่องนี้ ซึ่งทุกคนรักและผูกพันกับคุณย่ามากตั้งแต่เด็ก ก็ได้ช่วยกันทำให้สำเร็จ และสุดท้ายก็เป็นแอพที่มูลนิธิระดับโลกนำไปพัฒนาต่อ

บีมเห็นสิ่งนี้ใน “สิวซีเคร็ต” ที่บีมทำอยู่ บีมคือคนที่เคยเป็นสิวเรื้อรังมาก่อน รักษาด้วยยาและหลาย ๆ วิธีมาก่อน บีมเสียเงิน เสียโอกาส เสียผิว ฯลฯ ไปมากมายจาก “ความไม่รู้” ของตัวเอง รากฐานของสิวซีเคร็ต คือ หัวใจของบีมที่มองเห็นและเชื่อมโยงได้กับคนที่มีปัญหาสิวทุกคน ซึ่งการเป็นเช่นนี้ เหมือนเป็นพื้นฐานของบีมอยู่แล้ว คือ บีมรู้อะไรที่บีมรู้และมันช่วยบีมได้ บีมก็อยากจะบอกทุกคนให้มาลองทำดูบ้าง คือ พื้นฐานของบีมมีแค่นี้ และนั่นคือ “จุดเริ่มต้น” และ “จุดที่ทำให้บีมยังทำงานนี้อยู่” แม้เกือบ 7 ปีแล้ว ที่บีมจะแทบไม่ได้รายได้จากงานนี้ หรือ ได้น้อยกว่าที่ควรจะได้รับเมื่อเทียบกับพลังงานและปริมาณงานที่ทำในแต่ละวัน หรือความทุ่มเทกำลังกายใจของบีม แต่บีมก็ยังคงทำมันตลอด บีมยังคงทดสอบอะไรใหม่ ๆ มองหาโซลูชั่นใหม่ ๆ ที่จะช่วยแก้ปัญหาให้ทุกคนได้จนครบทุกอย่างที่บีมได้รับรู้ว่ามันยังเป็นปัญหาของลูกค้าหรือแฟน ๆ บีมทำเพราะอยากทำ เมื่อบีมเจอ ก็อยากเล่า อยากแบ่งปัน เมื่อคุณได้ผล คุณสิวหาย บีมก็ดีใจด้วย บีมรู้สึกดีกับความรู้สึกแบบนี้เสมอ นั่นคือส่วนรากฐานของงานนี้ ที่บีมยังคงทำต่อเนื่องมาถึงวันนี้ ซึ่งปกติแล้วบีมเป็นคนที่เบื่อง่าย ต้องหาอะไรใหม่ ๆ ทำตลอด แต่การแบ่งปันนี้ บีมไม่เคยเบื่อเลยที่จะทำ

เมื่อบีมได้ดูหนังเรื่องนี้ มันเชื่อมโยงกับจุดนี้โดยตรง และมันทำให้บีมมองเห็นว่า ใช่…บีมทำมันด้วย “หัวใจ” จริง ๆ และเข้าใจในสิ่งที่ Mentor พูดกับสิ่งที่อยู่ในใจบีมมาตลอดอย่างชัดเจนก็คือ ผู้ใช้กับลูกค้า (user VS customer) ปกติแล้วจะเป็นคนเดียวกัน แต่ไม่ใช่กับแอพนี้ (Noongil) ซึ่งบีมเองก็รู้สึกแบบนั้นมาตลอดเวลาที่ทำสิวซีเคร็ต คือ บีมแค่อยากให้ บีมไม่ได้อยากจะคิดเงิน ก็เหมือนใจของพระเอกที่ทำแอพนี้ขึ้นมานั่นเอง

Business Model VS Revenue Model

แต่…มันมีสิ่งที่ Mentor ของนางเอก (ซึ่งเป็น CEO ของบริษัท Start-Up ที่ผ่านเข้ารอบมาอยู่ใน Sand-Box ซึ่งเป็นสถานที่บ่มเพาะดูแล Start-Up ให้สำเร็จ) พูดและทำให้บีมเข้าใจคือ จะต้องแยกระหว่าง Business Model (โมเดลธุรกิจ) กับ Revenue Model (โมเดลรายได้) และต้องเข้าใจว่าลูกค้าของเราคือใคร ใครคือคนที่จะจ่ายเงินให้กับธุรกิจของเรา นั่นคือ investor นั่นเองค่ะ ไม่ใช่ผู้ใช้แอพ (สำหรับโมเดล Noongil นะคะ)

มันทำให้บีมเริ่มได้แนวคิดว่า … สิวซีเคร็ตเอง บีมรู้สึกถึงฟีลลิ่งประมาณนี้เหมือนกัน แต่บีมคนเดียว คิดจนหัวระเบิด ทำคนเดียวก็คงไม่ได้ทางออกแน่ ๆ บีมก็เลยเริ่มมองหาที่ปรึกษาหรือ Mentor หรือใครที่จะมาช่วยขัดเกลาโมเดลใหม่ของเราได้ เพราะ ส่วนตัวบีมเองแล้ว ในใจมันรู้สึกขัดมาตลอดเลยว่า ขายให้แฟนสิวซีเคร็ต คือ มันไม่ใช่ความต้องการลึก ๆ ของบีม

แต่…ในความเป็นจริงแล้ว ของมีต้นทุน การทำงานมีต้นทุน และบีมก็เลือกสรรสิ่งที่ดี ๆ มาเท่านั้น ในส่วนนี้ก็คงจะต้องเป็น Revenue Model ในมุมของสิวซีเคร็ตเอง ก็คงไม่ได้เหมือนกับ Noongil 100% ค่ะ ซึ่งแต่ละธุรกิจมันก็จะมีความแตกต่างกันไป ซึ่งอย่างน้อย บีมก็ได้รู้แล้วว่า บีมต้องหา business model & revenue model ที่เหมาะสมสำหรับสิวซีเคร็ตต่อไป ที่มันจะตรงกับความรู้สึกภายในของบีมเองและบีมต้องขอรับคำแนะนำจาก Mentor ที่มีความรู้ ประสบการณ์สูงที่หวังดีกับเราด้วยจริง ๆ ซึ่งบีมหามาตลอด แต่บีมยังไม่เจอ เคยเจอคนที่เก่งมากหลายท่าน แต่ไม่มีใครสักคนหนึ่งที่จะสนใจคนเป็นสิวจริง ๆ เลยค่ะ แม้แต่คนเดียว…เพราะเขาไม่เคยเป็น…และไม่มีใครเห็นว่างานนี้หรือธุรกิจตรงนี้จะน่าสนใจตรงไหนเลย?

แต่ตอนนี้บีมพอจะเห็นภาพแล้วเข้าใจนะคะ ว่าบีมอาจจะยังเดินไปหาแหล่งผู้มีประสบการณ์ไม่มากพอที่จะเจอคนที่คิดเหมือนบีม ไม่เหมือนตอนที่บีมไปเสนอต้นฉบับ “สิวซีเคร็ต” ให้สำนักพิมพ์ 10 กว่าแห่ง และที่สุดท้ายคือ Oh My God รับต้นฉบับของบีมไปจัดทำรูปเล่มและนำไปวางที่ช่องทางจำหน่ายในร้านหนังสือด้วย บีมคงจะไปหายังไม่มากพอจริง ๆ ที่จะเจอท่านนั้นค่ะ คงจะขาดเรื่อง networking ไป

ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็น CEO ได้

หนังเรื่องนี้ ทำให้บีมเห็นภาพชัดเจนว่า ตัวเองควรเลือกอยู่ตรงไหนกันแน่? CEO ต้องมีธรรมชาติและ skill sets อย่างหนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญก็มีธรรมชาติและ skill sets ที่ต่างไป ไม่ได้แปลว่า การที่เรามีแบรนด์และจดบริษัท เราจะเป็น CEO ที่สำเร็จได้! มันไม่ใช่แบบนั้นเลยค่ะ บีมอยากให้ทุกคนที่จะใช้ title นี้ ลองอ่านสิ่งที่บีมจะเขียนนี้ดูก่อนนะคะ

CEO นี้ จะต้องมีธรรมชาติที่มีไหวพริบและสัญชาตญาณในการบริหารจัดการสิ่งต่าง ๆ และตัดสินใจได้ดี ต้องกล้าตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลทั้งหมดที่มี และมันไม่ใช่ทุกคนที่เป็นได้ มันต้องคนที่มีธรรมชาติแบบนี้เท่านั้น

ตัวอย่างที่ชัดเจนจากหนังเรื่องนี้ คือ พระเอกเป็นจีเนียสด้าน Coding (ภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์) แต่อยากทำธุรกิจของตัวเอง และตั้งตัวเองเป็น CEO ของบริษัทตัวเอง แต่ 2 ปีผ่านไป เขาได้พัฒนา code โปรแกรม AI ที่ได้รางวัลชนะเลิศระดับโลก แต่บริษัทของเขาไม่มีความสำเร็จอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย

วันที่พระเอกซึ่งกำลังถังแตก จะจริงจังในความสัมพันธ์กับนางเอกแล้ว ก็ได้ขอคำแนะนำจาก Mr.Han พระรอง เป็นนักลงทุนและผู้จัดการด้านระดมทุนของบริษัทแห่งหนึ่ง ในเรื่องของการแต่งตัวและอื่น ๆ แบบผู้ประสบความสำเร็จ ซึ่ง Mr.Han บอกเขาว่า ให้จ้าง CEO ซะ เพราะเขาเป็น CEO ไม่ได้หรอก ซึ่งพระเอกโมโหมาก

แต่เขาก็ต้องมายอมรับความจริงในวันที่คัดเลือก CEO ในโปรแกรมคัดเลือก Start-Up ของ Sand Box ว่าเขาไม่สามารถเป็น CEO ได้จากการทดสอบวันนั้น แต่นางเอก (ที่ตอนหลังทุกคนมารู้ว่าเธอไม่จบชั้นมหาวิทยาลัยด้วยด้วยความจำเป็นทางการเงินที่บ้าน) กลับผ่านการทดสอบเป็น CEO ที่ต้องไปหาทีมงานต่อไป และในที่สุดเขาก็ได้ร่วมทีมกัน โดยนางเอกเป็น CEO และพระเอกยอมรับในบทบาท Developer แทน (นักพัฒนาโปรแกรม) อย่างเต็มใจ

บีมมองเห็นตัวเองและ CEO ในท่านอื่น ๆ ที่บีมได้เคยพบในวงการสุขภาพและความงามและวงการอื่นบ้าง บีมก็รู้ได้เลยทันทีว่า บีมออกจะมาทางพระเอกเสียมากกว่า บีมแค่ชอบทำอะไรที่บีมหลงใหลเป็นพิเศษ เพราะรู้ว่าบีมไม่ได้เก่งทุกอย่าง (พระเอกก็ชอบว่าตัวเองไม่เก่ง) แต่สิ่งที่บีมหลงใหล บีมจะทำมันได้ดีเกินธรรมดา ทำด้วยความสนุก ไม่คาดหวัง แต่ผลตอบรับดีเยี่ยมทุกครั้ง คือไม่คาดหวังอะไร แต่ได้รับเกินคาด มันจะออกมาทำนองนี้ทั้งหมดเลยค่ะ

และสำหรับบีมแล้ว บีมรักการเขียนที่สุด และก็ยังมีความฝันการทำหนังสั้น และเขียนนิยายที่ให้สาระและความบันเทิงด้วย (อย่างน้อยก็แบบเรื่อง Start-Up นี้ คือไม่เอาโครงเรื่องโบราณหรือมีแต่รัก ๆ ชอบ ๆ เกลียด ๆ) บีมชอบความรู้สึกที่ผู้รับสารเขาดูคอนเทนต์ของเราแล้วเขารู้สึกดีขึ้น และก็พบว่ามีนักเขียนที่ก็ไม่ได้ไส้แห้งนะ มีนักเขียนที่เขาก็ร่ำรวยจากงานที่เขาทำ เช่น J.K.Roling ผู้ประพันธ Harry Potter หรือนักเขียนบทซีรี่ย์เกาหลี มันอยู่ที่ความทรงจำ ความเชื่อ ประสบการณ์ของแต่ละคนมากกว่าเกี่ยวกับเรื่องเงิน ความไส้แห้งไม่ใช่คุณสมบัติของนักเขียน แต่เป็นวิถีชีวิตที่เขาเลือกมากกว่า ในความเห็นของบีมนะคะ บีมว่าเรื่องเงินมันเป็นอะไรที่เหมือนทักษะ มันพัฒนาได้ถ้าเราคิดที่จะพัฒนามันนะ…แต่ที่มันทำให้ติดและไม่ไปไหนเรื่องนี้ คือ ความเชื่อฝังใจ ฝังหัว ที่รันอยู่ภายในแบบไม่รู้ตัวมากกว่า ที่เราต้องหันกลับมามองตัวเองให้ชัด ๆ มันไม่ใช่เรื่องอื่นเลย จัดการความเชื่อที่บล็อกเงินจากเรานี้ออกไปก่อน แล้วทำในสิ่งที่เรารักและคนได้ประโยชน์จากสิ่งที่เราทำ บีมมั่นใจว่า รายได้ที่ดีจะตามมาเองเป็นผลของเหตุนี้ (เอาบล็อกออกไปก่อน)

และสิ่งที่บีมชอบอีกอย่างคือ พัฒนาและหาโซลูชั่นใหม่ ๆ ที่จะช่วยแก้ปัญหาได้ดีขึ้น มากขึ้น ง่ายและเร็วขึ้น นั่นก็จะออกมาในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งถ้าบีมมีทุนแล้ว บีมรู้ค่ะว่าจะต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้ชาวสิวซีเคร็ตสิวมีสุขภาพผิวที่ดี สิวหายจริงและผิวแข็งแรงจริง ด้วยแนวทาง “น้อยแต่มาก” คือ ใช้น้อยที่สุดแต่ได้ผลมากที่สุด นี่คือส่ิงที่บีมสนุกกับมัน

ทุกคนสามารถเติบโตและร่ำรวยได้บนจุดแข็งของตัวเอง

ในตอนหนึ่ง นางเอกผิดพลาดตรงที่ไม่อ่านสัญญาให้ดี ซึ่งทำให้ทีมต้องแยกจากกัน พระเอกและเพื่อนสนิท 2 คน ต้องไปทำงานให้บริษัทระดับโลก 3 ปีในอเมริกา (งานประจำ) ซึ่งพระเอกและเพื่อนของเขาจากที่ถังแตกสุด ๆ และมีความเครียด ชีวิตต้องต่อสู้ทุกวันทั้งกับตัวเองและเรื่องงานตอนอยู่ที่เกาหลีเพราะการมีข้อจำกัดทางการเงิน จุดเปลี่ยนตรงนั้น แม้พระเอกจะเสียใจมาก แต่การใช้จุดแข็งได้ถูกที่ถูกทางและได้รับโอกาสที่ดี เขาไม่ต้องเป็น CEO หรือเจ้าของบริษัทเองก็ได้ เขาก็สามารถสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยและสำเร็จได้ในแบบของตัวเองเช่นกัน การทำงานประจำ หากคุณคือหนึ่งเดียวในอุตสาหกรรมได้ ก็ย่อมมีมูลค่าสูง ถ้าได้อยู่ในบริษัทที่ดี ได้ทำงานที่ตรงกับจุดแข็ง ก็ย่อมได้รับความสำเร็จไม่ยากเลย

แต่พอเขากลับมาที่เกาหลีหลังหมดสัญญา เขาประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียง มีเงิน เนื้อหอมในอุตสาหกรรม และเขาก็ยังต้องการทำบริษัทของตัวเองอยู่ แต่ครั้งนี้ เขาให้เพื่อนเป็น CEO แทนเพราะเหมาะกว่า เขารู้แล้วว่าเขาไม่ใช่ CEO ที่ดี และเขาถนัดในการเขียนโปรแกรมมากกว่า และเป็น CTO คือ Chief Technology Officer จะดีกว่า และภายหลังก็ได้กลับมาร่วมงานกับนางเอก โดยที่นางเอกก็เป็น CEO และ เขาคือ CTO ที่เดินไปคู่กันสร้างความสำเร็จได้มากมาย

บีมก็เลยรู้สึกชัดเจนว่า … บีมขอยกตำแหน่ง CEO ให้คนอื่นแทนแล้วละกัน ซึ่งถามว่าเหมือนโดนกระตุ้นและอินกับหนังมากไปไหม คิดว่าไม่ใช่นะคะ เพราะ แม้จะดูจบไปรอบนึงแล้ว กลับมาทำงาน และกลับมาดูรอบสอง ความรู้สึกยิ่งชัดเจนว่าบีมไม่ได้ชอบงานบริหาร

และอีกเหตุผลก็คือ บีมได้ลองทำธุรกิจมาแล้วแบบจริงจังมาก ทุ่มพลังมากมา 12 ปีแล้ว เหมือนได้รู้ทุกซอกมุมแล้ว ซึ่งบีมเป็นคนที่เอาจริงกับทุกเรื่อง เรื่องไหนที่เลือกทำต้องมีประโยชน์และความหมาย (จริงจังมากไปก็ไม่ดีนะคะ ชีวิตเครียดมากเลย 🙂 แต่แค่จะบอกว่าบีมทำเต็มที่แล้วจริง ๆ ในการบริหารธุรกิจสิวซีเคร็ตตลอด 12 ปีที่ผ่านมา)

ช่วงแรก ๆ บีมตื่นเต้นที่มีรายได้จากธุรกิจตัวเองนะคะ เงินหลักหมื่นที่แซงรายได้งานประจำที่สุดท้ายที่หาได้เองมันน่าภูมิใจมาก ตอนนั้นบีมคิดว่าตัวเองสำเร็จในมุมของเจ้าของธุรกิจแล้ว สำเร็จในมุมผู้ประกอบการแล้ว แต่ความสำเร็จของบีมที่แท้จริง เมื่อมาย้อนดูแล้ว ไม่ได้มาจากการทำธุรกิจค่ะ มันมาจากความรักและการสนับสนุนของแฟนสิวซีเคร็ตเสียมากกว่า และเป็นเพราะคอนเทนต์ที่เขียน หนังสือที่เขียนให้โซลูชั่นมากกว่า ไม่ใช่เพราะบีมบริหารเก่งหรืออะไรเลย เรียกได้ว่าแย่มากด้วยซ้ำไปค่ะ ความรู้สึกเหมือนบีมกำลังเรียนวิชาที่ไม่ถนัดเอาเสียเลย แต่ก็ต้องทำเพราะจำเป็นต้องรับผิดชอบให้มันเสร็จ ซึ่งบีมเป็นคนที่ต้องรับผิดชอบอะไรที่ตัวเองทำให้เสร็จ บีมไม่ชอบให้มันค้างคา เพราะมันจะค้างในใจเป็นกรรมติดตัวไป คือชอบเคลียร์ให้เสร็จเป็นเรื่อง ๆ ให้มันจบชาตินี้ยิ่งดีเลย ไม่อยากตายแบบติดค้างค่ะ

และด้วยความไม่ถนัด ไม่มี mentor (คือพระรองที่เป็น mentor ของนางเอก) ทำให้หลงทาง เข้ารกเข้าพงไปซะยาวนานเลย ชีวิตมันแย่และทรมานกับการเป็น loser (ผู้แพ้) อย่างต่อเนื่องนะคะ ที่แม้บีมรู้ตัวว่าตัวเองและสามีมีจุดแข็งและความสามารถอะไรบ้าง แต่การเงินที่ไม่ไปไหนและความเครียดในภาระหนี้ ทำให้บีมรู้สึกเบื่อและไม่กระตือรือร้นได้เหมือนเมื่อก่อน บีมสนุกกับงานสิวซีเคร็ต บีมมีความสุขกับครอบครัว แต่บีมไม่สนุกกับชีวิตส่วนอื่นที่เหลือเลยค่ะเพราะถังแตกจริง ๆ จะทำอะไรก็ติดขัดไปหมด ก็คงเป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้ได้มาดู Start-Up นี่ล่ะค่ะ

จนถึงวันที่ดู Start-Up เลยเข้าใจตัวเองชัดเจนค่ะ ว่าเราเหมือนทางพระเอกมากกว่า ที่ควรจะใช้จุดแข็งที่เรามี ทำแล้วสนุก ได้งานเร็ว ได้งานดี และได้รับฟีดแบ็คที่ดีมากกว่าการทำงานที่ตัวเองไม่ถนัดและทำให้ตัวเองท้อถอยไปเรื่อย ๆ ก็ทำให้บีมตัดสินใจว่าจะถอยกลับมาเป็นแค่คนธรรมดาที่ชอบและรักการเขียนมาก ๆ ไปเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ได้แล้ว ซึ่งบีมชอบไปที่ใหม่ ๆ เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ เรียนรู้ผู้คน ธรรมชาติ ฯลฯ ซึ่งในการเขียนมีเรื่องราวจะเขียนมาก แต่เพราะมัวไปหลงทางอยู่ เลยไม่ได้ทำอะไรที่ต้องทำเสียที บีมไม่อยากเสียเวลาชีวิตอีกต่อไปค่ะ บีมยังคงรักการแบ่งปันผ่านการเขียนอยู่ และก็จะทำส่วนนี้ต่อไปในงานสิวซีเคร็ต

Mentor ที่ดีและรักเราจริงสำคัญมาก

เรื่องนี้ สำคัญมาก ถ้าคุณอยากสำเร็จในธุรกิจ Mentor หรือพี่เลี้ยง คือคนที่มีประสบการณ์ในสายงานนั้น ๆ มากกว่าคุณ เขามองอะไรได้กว้างกว่าที่คุณเห็น เขาเจ็บมาก่อน เขาเห็นมาก่อน เขาต้องรักและหวังดีกับคุณจริง ๆ และที่สำคัญไม่น้อยไปกว่านั้น เขาต้องเป็นคนที่ทำอะไรถูกกฏหมาย ถูกศีลธรรม มีสัมมาทิฐิ เพื่อที่จะทำให้คุณทำแต่สิ่งที่เป็นเหตุที่ถูกต้องและเป็นเหตุของความเจริญในระยะยาว

บีมเห็น Mr.Han เป็นพี่เลี้ยงธุรกิจของนางเอก ภาพวันเก่าๆ ก็ย้อนมาเลยค่ะ บีมเลือก Mentor ผิด ไม่ตรงทั้งสายงานและคุณสมบัติด้านสัมมาทิฐิ แม้เขาจะรักเราและหวังดี แต่ที่เหลือที่บีมพูดถึงก็สำคัญมาก

บีมฟังเขา เชื่อเขา จนไม่ฟังคนรอบข้างที่รักบีมมากเช่นกัน คือ คุณแม่ คุณพ่อ และสามี และสุดท้ายก็ต้องมารับบทเรียนทั้งหมดเองและทุกคนก็พลอยเดือดร้อนไปด้วย

ดังนั้น ต่อให้คุณจะเชื่อมั่นและมีพลังแรงมากแค่ไหน ติดเบรคตัวเองด้วยการฟังคนรอบข้างบ้างก็ดีนะคะ ดูที่เจตนาของเขาเป็นหลัก ถ้าเขาไม่ได้จงใจทำให้เราเสียกำลังใจ แต่เพื่อให้เราไม่เจ็บหนัก เขาห่วงเพราะเห็นอะไรที่น่าห่วงและเราก็กำลังอยู่ในช่วงแรงแบบไม่ฟังใครเลย … เรายิ่งต้องระวังให้ดี

ดังนั้น การอ่อนน้อมถ่อมตนและหา Mentor ที่มีคุณสมบัติที่ดีตั้งแต่ต้นจะสามารถช่วยให้มั่นใจได้ระดับหนึ่งว่า การตัดสินใจของเราแต่ละครั้งจะนำไปสู่ความสำเร็จได้เร็วขึ้น เจ็บตัวน้อยที่สุด จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญมาก ๆ ในบริษัทใหญ่ด้าน IT ที่บีมเคยทำงาน เมื่อเขารับ Trainee มาแล้ว เขาจะต้องมี Mentor ในแผนกนั้น ๆ ดูแลก่อนค่ะจนกว่าจะมั่นใจว่าคนคนนั้นทำงานได้เองแล้วจริง ๆ

คุณอย่าลุยเดี่ยว ถ้าครอบครัวของคุณไม่ใช่ครอบครัวสายเลือดนักธุรกิจ เพราะคุณไม่เคยมีสิ่งเหล่านี้ในสายเลือดหรือ DNA บีมแนะนำให้ค้นหา Mentor โดยเข้าไปยังแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ด้านธุรกิจดูก่อน ค่อย ๆ คัดเลือกไปนะคะ อย่ารีบร้อน สำคัญคือ เขาต้องมีสัมมาทิฐิ รักเราจริง หวังดีกับเราจริง และมีความสำเร็จในสิ่งที่เขาทำจริงในระดับที่เราต้องการไปถึงให้เห็นชัดเจนแล้ว ดูองค์ประกอบอื่น ๆ ในชีวิตเขา สุขภาพ ครอบครัว เพื่อนฝูง การใช้ชีวิตของเขา ฯลฯ ดูให้รอบ แล้วค่อยเลือก เลือกแล้วก็ต้องฟังเขาด้วยนะคะ…ตราบเท่าที่เขายังเป็นคนที่มีสัมมาทิฐิอยู่ มีความเห็นถูกต้องต่อชีวิตอยู่ คุณยังรับฟังเขาได้อยู่ค่ะ

และบีมเห็นว่าครอบครัวนักธุรกิจ เขามี Mentor ทุกคนค่ะ เป็นคนในครอบครัวนั่นแหละ ถ้าเราไม่มีต้นทุนตรงนี้ เราต้องเดินออกไปหาถึงแหล่งเองค่ะ ทุกคนต้องมี Mentor ที่ถูกต้องและรักเราจริง!

ทุกวันนี้ บีมยังคงดูแล “ธุรกิจสิวซีเคร็ต” อยู่นะคะ เรียกได้ว่า “ประคอง” ไปจนกว่าจะได้พบคนที่มีหัวใจที่อยากช่วยเหลือคนที่เป็นสิวจริง ๆ และมีธรรมชาติของความเป็น CEO อยู่ในตัว และเขาก็อยากทำให้มันเติบโตเพื่อจะได้ช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาสิวเรื้อรัง สิวฮอร์โมน สิววัยผู้ใหญ่ ที่ต้องการรักษาเองแบบไม่ใช้ยาให้ได้มากที่สุด ส่วนตัวบีมเองจะยังคงทำคอนเทนต์เพื่อแบ่งปันอะไรดี ๆ ต่อไป เพราะมีความสุขกับงานนี้ใน “สิวซีเคร็ต” ค่ะ

สรุป

เพื่อให้คุณเข้าใจและนำประเด็นสำคัญไปพิจารณาต่อได้ บีมขอสรุปเป็นข้อ ๆ ให้ดังนี้นะคะ

  1. ถ้าคุณต้องการทำธุรกิจของตัวเอง บีมแนะนำให้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ เพื่อดูภาพรวมทั้งหมดของการเร่ิมต้นทำธุรกิจ แม้มันจะเป็นเรื่องสร้าง แต่มีเนื้อหาสาระที่ดีมาก ๆ ที่บีมเชื่อมโยงได้ว่ามันเกิดกับธุรกิจที่บีมทำจริงเช่นกัน มันอาจจะเป็นคนละธุรกิจกับที่บีมทำ แต่การได้ดูภาพใหญ่ก็ทำให้เห็นชัดเจนว่า มันใช่ทางที่เราต้องการไหม? เราจะไปต่อแบบไหน? เราจะอยู่ส่วนใดในธุรกิจที่เราจะทำ? เราจำเป็นต้องเป็น CEO ไหม?
  2. ดูสัก 2 รอบ รอบแรกดูให้อินทั้งหมดทุกตอน อย่าดูข้าม ๆ ไปค่ะ คุณจะได้ซึมซับวิธีการเล่าเรื่องแบบ Story Telling ด้วยซึ่งเป็นอะไรที่เจ้าของธุรกิจหรือ CEO ต้องใช้เยอะในงานเช่นกัน และรอบที่สองให้เก็บเกี่ยวประเด็นสำคัญ ๆ ที่คุณโฟกัสอยู่ บางตอนที่เข้าใจแล้ว เก็ตแล้ว ข้ามไปก็ได้
  3. การจะมีธุรกิจของตัวเอง เราควรทำในสิ่งที่เรารัก พลังต้องมาจาก Why ที่ชัดเจนเท่านั้น และต้องเป็น Why ที่ทำเพื่อคนอื่นจากใจจริง เพราะมันจะต้องเจออะไรเยอะมาก ผ่านอีกหลายด่าน ถ้าทำแค่เพื่อจะมีเงิน เราจะล้มเลิกได้ง่าย แต่ถ้าเราทำเพราะเราทำเพื่อใครบางคน แม้สักคนเดียวที่จะได้ประโยชน์จากสิ่งที่เราทำ ด้วยหัวใจของเราจริง ๆ ต่อให้เจอความลำบากแค่ไหน เราก็จะผ่านไปได้ค่ะ แม้จะสะบักสะบอม เราก็จะกลับมาทำอยู่ดี เพราะหัวใจของเราอยู่ในนั้น
  4. ความซื่อสัตย์ต่อตัวเองและผู้อื่น คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำธุรกิจ ซึ่งในหนังเรื่องนี้จะเห็นชัดเจนจากพระเอกในช่วงกลาง ๆ เป็นต้นไป ซึ่งเขาจะตรงไปตรงมากับทุกเรื่อง และมันทำให้ทุกเรื่องจบได้ง่ายด้วย และนั่นคือสิ่งที่บีมมีประสบการณ์ตรง เพราะสิ่งที่ทำให้สิวซีเคร็ตและบีมอยู่มาได้ถึง 12 ปีแล้ว คือสิ่งนี้เป็นหลัก ช่วงไหนที่บีมเริ่มไม่ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง บีมจะพบว่าอะไรที่ไม่ดีจะเกิดตามมาเป็นลูกโซ่มากมาย แต่เมื่อไหร่ที่เราซื่อสัตย์ต่อตัวเองผู้อื่น ทุกอย่างจะง่ายและงานต่าง ๆ ที่เราทำไว้ก็จะได้รับความเชื่อถือไปด้วย สำหรับบีมแล้วมันเห็นชัดเจนในธุรกิจนี้ที่ไม่มีแต้มต่อหรือต้นทุนอย่างอื่นเลยจริง ๆ มีแค่สิ่งนี้คือคือความซื่อสัตย์และ Why ที่ชัดเจนที่ทำให้อยู่มาได้ทุกวันนี้ แม้จะผ่านช่วงเวลาที่สาหัสมาก ๆ มาแล้วก็ตาม
  5. ความสำเร็จในธุรกิจ มีปัจจัยมากมาย รักอย่างเดียวไม่พอ คุณต้องเรียนรู้ทักษะมากมายที่จำเป็นด้วย ที่สำคัญมาก คือ กฎหมาย บัญชี การเงิน การบริหารจัดการ และที่สำคัญมากกกก คือ เรื่องดูแลผู้คน เข้าใจคน เพราะคุณทำงานกับคน ถ้าละเลยเรื่องนี้ หายะบังเกิดในธุรกิจแน่นอนหรือก็ไม่โตเท่าที่ควร
  6. และที่สำคัญ ไม่ใช่ทุกคนจะเป็น CEO ได้ ไม่ใช่แค่มีแบรนด์ มีบริษัท แล้วให้ตัวเองมีตำแหน่ง CEO แบบนั้นมันไม่ใช่สำหรับทุกคน ถ้ามีใครที่เหมาะกว่าเรา มีวิสัยทัศน์เดียวกัน ให้เขามาร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ค่ะ แล้วโตไปด้วยกัน เราทำในสิงที่เราถนัด เขาทำในสิ่งที่เขาถนัดคืองานบริหาร แบบนี้ดีกว่า…แต่ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงรอบด้านด้วย เขียนข้อตกลงร่วมกันตั้งแต่แรกให้ชัดเจนเรื่องส่วนแบ่งและอื่น ๆ แล้วเซ็นต์ค่ะ อย่าไปคิดว่านี่เพื่อน นี่พี่น้อง ธุรกิจคือธุรกิจ ต้องมีข้อตกลงร่วมกัน และต้องตกลงกันด้วยว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่าให้เงินทำลายความเป็นมิตรภาพและความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน เพราะบีมเห็นและเจอแบบนี้มาเยอะแล้วจริง ๆ เหมือนในหนังเลย!
  7. โมเดลธุรกิจ โมเดลรายได้ ต้องชัดเจน ไม่ทำงานแบบหาเงินวันต่อวัน ต้องมองการเติบโตในภาพรวมและระยะยาว การเงินต้องไหลเวียนดี Cash Flow บวก ฯลฯ พวกนี้คือทักษะที่ต้องเรียนรู้ถ้าอยากสำเร็จนะคะ และต้องเผื่อใจไว้เลย มีเงินสำรองกินใช้ทำธุรกิจได้อย่างน้อย 6 เดือนถึง 1 ปี หรือ 2 ปีไปเลย เพราะบางธุรกิจกว่าจะเกิดผลก็ใช้เวลานานมาก
  8. ถ้าอยากได้เงินเร็ว ให้ทำแบบซื้อมาขายไปค่ะ จับตลาดกระแส แล้วทำจริงจัง แต่ถ้าจะให้ยั่งยืน ก็ต้องใช้เวลาดูแลและหาฐานลูกค้าเพิ่มอยู่ดี อย่างไรก็ต้องรอ แต่ธุรกิจซื้อมาขายไป ถ้าทำเป็น ก็จับเงินมากได้เร็ว แต่อย่าคาดหวังแบบนี้กับธุรกิจรูปแบบอื่น ๆ ต้องมีเงินสำรองค่ะ ไม่งั้นเครียดและจะไม่มีความคิดสร้างสรรค์ทำงานดี ๆ เลย ซึ่งไม่สนุกเลย และ ถ้าทำได้ต้องมีพลังใจที่นิ่งมาก ๆ สติต้องมาเต็มและอยู่กับปัจจุบันสุด ๆ ค่ะ
  9. พี่เลี้ยง สำคัญที่สุดจริง ๆ ถามว่าทำเองได้ไหม ทำได้ค่ะ แต่ทำไมต้องเจ็บตัวในเมื่อเราเรียนรู้จากเส้นทางประสบการณ์ของผู้อื่นได้? เราจะต้องช้าไปทำไม ยกเว้นแต่ว่าคุณต้องการลิ้มรสทุกอารมณ์ของการทำธุรกิจจริง ๆ การเดินเอง ตัดสินใจเอง โดยไม่ต้องฟังใครเลย รับรองว่าได้ครบแน่นอนและใช้เวลานานกว่าด้วยที่จะถึงเป้าหมาย แต่นั่นใช่สิ่งที่เราคาดหวังหรือ? เข้าไปยังแหล่งเรียนรู้สำหรับนักธุรกิจมือใหม่ให้ได้มากที่สุด มองหา Mentor ในธุรกิจที่เราทำ คุยกับเขา ถ้าเคมีเข้ากันโดยธรรมชาติและเขาเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำ เขารักเราจริง อยากเห็นเราสำเร็จ เขามีเวลาดูเราประมาณหนึ่ง และเขามีสัมมาทิฐิ (การมองเห็นที่ถูกต้องตามความจริง) และชีวิตของเขาเป็นชีวิตที่เราต้องการด้วยยิ่งดี เราจะมีแรงบันดาลใจและมีภาพและอารมณ์ของความสำเร็จชัดเจนในใจเรา เราต้องมีและเลือกให้ถูกค่ะ เพราะที่บีมพลาดและเจ็บหนักมาก เพราะบีมเลือก Mentor ผิดและไม่ฟังคนรอบข้างที่รักเราตอนนั้น

สำหรับบทความนี้ ขอถ่ายทอดไว้เพียงเท่านี้นะคะ แล้วเดี๋ยวโอกาสหน้า บีมจะมาย้อนเขียนเส้นทางของสิวซีเคร็ตแต่ละ EP ให้นะคะ 🙂 ซึ่งดีใจที่มีโอกาสได้เขียนเรื่องนี้เสียทีค่ะ บีมหวังว่าจะมีประโยชน์ต่อคนที่อยากทำธุรกิจของตัวเองในยุคนี้ ไม่มากก็น้อยนะคะ (ถือว่าเป็นข้อมูลที่จริงใจจากเพื่อนที่หวังดีคนหนึ่งนะคะ)

ต้องขอขอบคุณผู้สร้าง นักแสดง และทุกองค์ประกอบของหนังดี ๆ เรื่องนี้นะคะ ที่ทำให้บีมมองเห็นตัวเองชัดเจนขึ้น และตัดสินใจเรื่องที่ค้างคาได้มากขึ้น เพื่อเดินต่อไปได้อย่างสมดุลและสนุกกับชีวิตมากขึ้นค่ะ

ป.ล. ทุกวันนี้ บีมมองหาคนที่จะมาบริหารธุรกิจสิวซีเคร็ตอยู่นะคะ รวมถึงหา Mentor ด้วย แบรนด์สิวซีเคร็ต เป็นแบรนด์ที่แข็งแรงมากทั้งคอนเทนต์ ความสำเร็จในแนวทาง และมีหัวใจอยู่ในนั้น พาร์ทของบีมทำเสร็จแล้วนะคะ ตอนนี้เพื่อทำให้แนวทางนี้เติบโตและให้เข้าถึงคนเยอะ ๆ สิวซีเคร็ตต้องการ CEO, Mentor, นักสื่อสารการตลาด และ Investor ที่มีหัวใจดวงเดียวกับบีมค่ะ ซึ่งตอนนี้ก็หาเองอยู่ด้วย และถ้าผู้อ่านท่านใดมีคำแนะนำหรือคนที่จะแนะนำให้ บีมยินดีค่ะ ติดต่อได้ที่ woradapha.s@gmail.com ได้เลยนะคะ ขอบคุณค่ะ 🙂

และสำหรับการทำงานตั้งแต่นี้ไปบีมไม่ได้มีแรงจูงใจด้านวัตถุและอยากมีชื่อเสียงหรือมีอะไรเพื่อตัวเองเหมือนในวัย20s เลยเพราะได้บรรลุทุกสิ่งที่ต้องการไปหมดแล้วทางวัตถุในตอนนั้นและจาก7ปีของการเผชิญหน้าความท้าทายทุกระดับที่ผ่านมาทำให้บีมเข้าใจชีวิตจริงๆและตอนนี้เป้าหมายของการทำงานมีเพียงแค่ได้อิสระของชีวิตกลับมาเดินทางเพื่อสัมผัสประสบการณ์ชีวิตเพิ่มเติมให้ทุกคนในครอบครัวหรือสิ่งที่เราดูแลมีคุณภาพชีวิตที่ดีและเวลาที่เหลือจะทำงานอาสาสมัครสำหรับIsha Foundation ค่ะและงานอื่นๆที่ทำเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.